เทรนด์ธุรกิจที่กำลังเป็นที่สนใจในแวดวงโรงพิมพ์

13

ธุรกิจโรงพิมพ์ถือเป็นธุรกิจหนึ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าธุรกิจโรงพิมพ์แบบดั้งเดิมเริ่มจะอยู่รอดยากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัวตามปัจจัยเศรษฐกิจโลก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออกที่ยังไม่สดใสมากนัก ทำให้ธุรกิจโรงพิมพ์ซึ่งเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ของธุรกิจการพิมพ์ได้รับผลกระทบตามไปด้วย นอกจากนี้ จากพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ ลูกค้าต้องการอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น ความรวดเร็วในการรับบริการ ความหลากหลายของสินค้า หรือแม้กระทั่งกระแสความนิยมของสื่อออนไลน์ที่เพิ่มบทบาทอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้มีการเพิ่มการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ทดแทนสื่อสิ่งพิมพ์มากขึ้นตามลำดับ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนให้เห็นว่าในระยะต่อไปผู้ประกอบการธุรกิจโรงพิมพ์ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงในตลาดเพื่อสร้างความอยู่รอดในอนาคต

ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวอยู่เสมอ ก็คือ การติดตามข่าวสารแนวโน้มธุรกิจ กระแสหรือเทรนด์ที่ได้รับความนิยมที่อาจจะส่งผลต่อความต้องการสินค้าและบริการของลูกค้า (เช่น เทคโนโลยีการพิมพ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ทันสมัย สะดวกและรวดเร็ว หรือผลิตภัณฑ์สำหรับงานพิมพ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น) เพื่อนำมาวางแผนรับมือ รวมถึงปรับปรุงพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันสถานการณ์ ในขณะเดียวกัน สิ่งที่จะละเลยไม่ได้เลยก็คือ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่เชี่ยวชาญในองค์กร ทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงาน และการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมไปถึงการสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรเหล่านี้อยู่กับองค์กรไปในระยะยาว

สำหรับเทรนด์ธุรกิจที่กำลังเป็นที่สนใจในแวดวงโรงพิมพ์ก็คือ ความนิยมในระบบการพิมพ์แบบ Print on Demand ซึ่งเป็นระบบที่ลูกค้าสั่งพิมพ์งานในเวลาสั้นและมีจำนวนจำกัดตามที่ต้องการ ซึ่งด้วยจำนวนผลิตที่น้อยส่งผลให้การผลิตสิ่งพิมพ์ที่ต้องใช้ระบบออฟเซตที่มีคุณภาพมีต้นทุนสูง (ปกติต้องสั่งพิมพ์จำนวนมากจึงจะประหยัดต่อขนาดเช่น 1,000 เล่ม) ส่งผลให้มีการนำเอาระบบการพิมพ์แบบ Digital Printing ซึ่งไม่ต้องมีการถ่ายฟิล์ม ทำเพลต (การพิมพ์แบบไร้แม่พิมพ์ ซึ่งเป็นการพิมพ์ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ต่อพ่วงกับเครื่องพิมพ์หรือพรินเตอร์ต่อพ่วงกับเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตขนาดเล็กและใหญ่ หรือเครื่องพิมพ์เลเซอร์ความเร็วปกติจนถึงความเร็วสูง ซึ่งระบบดังกล่าวกำลังได้รับความนิยมทั้งจากผู้ประกอบการโรงพิมพ์ รวมทั้งตรงตามความต้องการของลูกค้า และเป็นเทรนด์หนึ่งที่ผู้ประกอบการโรงพิมพ์ไม่ควรมองข้ามจุดนี้

ธุรกิจพิมพ์ภาพลงวัตถุ ธุรกิจที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์

ธุรกิจพิมพ์ภาพลงบนวัตถุ เป็นธุรกิจที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า นอกจากนี้ยังช่วยลดขั้นตอนในการผลิต ธุรกิจพิมพ์ภาพลงบนวัตถุจึงมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

เครื่องพิมพ์ภาพลงบนวัตถุนั้นมีด้วยกันหลากหลายแบบ มีทั้งระบบกดความร้อน หรือเครื่องฮีตเพรส จนถึงระบบใหม่แบบสามมิติที่สามารถพิมพ์ภาพได้ตั้งแต่ลายการ์ตูน ลายกราฟิก ไปจนถึงภาพถ่ายส่วนตัว โดยสามารถพิมพ์ภาพลงไปได้จนถึงขอบด้านข้างเคสโทรศัพท์มือถือ พิมพ์ได้ทั้งวัสดุผิวโค้ง ผิวเรียบ และการจำหน่ายเคสโทรศัพท์มือถือก็กำลังเป็นที่นิยมด้วย

ในการพิมพ์ภาพลงบนวัตถุมีขั้นตอนคล้ายกับการพิมพ์ลงบนกระดาษ จะแตกต่างกันที่การใช้แม่พิมพ์สำหรับวางไว้ในเครื่องพิมพ์เท่านั้น โดยขั้นตอนแรกต้องคัดเลือกภาพที่ต้องการก่อน ทำการพิมพ์ภาพที่จะทำออกมาด้วยเครื่องพรินเตอร์ โดยระหว่างการพรินต์ภาพนั้นให้ทำการเปิดเครื่องพิมพ์ภาพเพื่อวอร์มเครื่องให้พร้อมสำหรับการพิมพ์ เมื่อได้ภาพแล้วจึงนำมาทาบลงบนวัตถุที่ต้องการ จากนั้นนำวัตถุที่ต้องการบรรจุลงเครื่อง ตั้งค่าความร้อน จากนั้นทำการปิดฝา โดยขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 4-10 นาที เมื่อครบกำหนดก็นำมาตรวจสอบความเรียบร้อยของชิ้นงาน

หลายคนอาจมองว่า ธุรกิจพิมพ์ภาพลงบนวัตถุอาจจะไม่ยั่งยืน แต่ในความเป็นจริงแล้วธุรกิจนี้สามารถนำไปต่อยอด เป็นธุรกิจที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์แตกไลน์ไปสู่ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องได้ อักทั้งมีชิ้นเดียวในโลก โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนในการสั่งทำ และโอกาสทางธุรกิจยังมีอีกมาก เนื่องจากคู่แข่งยังมีน้อย และยังขึ้นอยู่กับไอเดียของผู้ประกอบการที่จะดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคได้แค่ไหน

ธุรกิจนี้สามารถทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักได้ เพราะใช้เวลาเพียงสั้นๆ ไม่จำเป็นต้องมีสถานที่กว้างขวางก็สามารถทำได้หรือทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านก็สามารถทำธุรกิจนี้ได้ นอกจากนี้สามารถเจาะเข้าไปในธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆได้ หรือโรงงานที่ผลิตเสื้อสำเร็จรูป และต้องการโลโก้ที่หลากหลาย แต่ไม่เน้นจำนวนมาก หรือเข้าไปเจาะกลุ่มธุรกิจร้านโฟโต้ต่างๆ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการประกอบธุรกิจนี้

ตลับหมึกสำหรับการพิมพ์สำหรับธุรกิจ

เมื่อต้องใช้เวลาไปกับการพิจารณาและเลือกซื้อเครื่องพิมพ์ที่เหมาะกับธุรกิจสักเครื่อง ทั้งยังต้องลงทุนไปเป็นเงินจำนวนมาก แน่นอนธุรกิจของท่านจึงต้องการเครื่องพิมพ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการและมีอายุการใช้งานยาวนานตามที่ควรจะเป็น พร้อมความคาดหวังถึงการบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยมโดยเฉพาะหากธุรกิจของท่านเป็นธุรกิจขนาดเล็ก

เมื่อคุณเริ่มมองหาที่จะซื้อ ตลับหมึก เพื่อเปลี่ยนในเครื่องปริ้นเตอร์ของคุณ สิ่งแรกที่จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างได้อย่างดี นั่นคือ ค่าใช้จ่ายที่แตกต่างระหว่างตลับหมึกแท้และตลับหมึกเทียบเท่า รวมถึงอุปกรณ์การเติมหมึกเข้าไปในตลับหมึก แน่นอนที่สุด

ปัจจุบัน คุณมีทางเลือกที่หลากหลายและคุ้มค่าต่อค่าใช้จ่าย และถ้าทางเลือกการใช้ ตลับหมึกเทียบเท่า ชุดอุปกรณ์เติมหมึก หรือ แทงค์หมึก นั้นสามารถทำให้คุณได้งานในคุณภาพงานเทียบเท่ากับการเลือกใช้ ตลับหมึแท้ ก็ตาม จึงเป็นอีกคำตอบหนึ่งที่คุณจะได้ทางเลือกที่คุ้มค่าเงินที่สุด

เครื่องพิมพ์ปัจจุบันที่นิยมใช้มีสามชนิดคือ 1.ชนิดดอทเม็ททริกเหมาะสำหรับงานบัญชีที่ต้องพิมพ์ต้นฉบับพร้อมสำเนา 2.ชนิดเลเซอร์ ปัจจุบันราคาเครื่องพิมพ์ชนิดนี้ได้ลดลงอย่างมากข้อดีคือความเร็วของการพิมพ์ แต่ปกติที่ใช้งานมากจะเป็นชนิดพิมพ์ได้เฉพาะขาว-ดำ ส่วนเครื่องพิมพ์เลเซอร์ชนิดสีนั้นตลับหมึกพิมพ์ยังมีราคาสูงอยู่ ผู้ใช้งานทั่วๆ ไปจึงยังไม่นิยมใช้ 3.ชนิดอิงค์เจ็ทข้อดีคือสามารถพิมพ์สีได้ ซึ่งปัจจุบันเครื่องพิมพ์ชนิดนี้เป็นที่นิยมใช้มากที่สุด แต่ข้อเสียของเครื่องพิมพ์ชนิดนี้ก็คือต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นกระดาษจะสูงที่สุด ยกตัวอย่างยี่ห้อ Canon รุ่น PIXMA MP237 ใช้ตลับหมึกดำรุ่น PG-810 และตลับหมึกสีรุ่น CL-811 ซึ่งราคาของตลับหมึกทั้งสองรวมกันประมาณ 1,200 บาท ในขณะที่พิมพ์ได้อย่างมากสุดประมาณ 600 แผ่นกระดาษ A4 เท่านั้น เฉลี่ยแผ่นละ 2 บาท ถ้าเราต้องการพิมพ์ 3,000 แผ่นจะต้องเปลี่ยนตลับหมึกถึง 5 ชุด เป็นราคา 6,000 บาท ในขณะที่จากการทดลองเติมน้ำหมึกให้กับตลับหมึกแทนการเปลี่ยนตลับหมึกใหม่ พบว่าตลับหนึ่งชุดสามารถพิมพ์ได้มากกว่า 3,000 แผ่น ซึ่งนอกจากสามารถลดค่าใช้จ่ายได้แล้วยังสามารถลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จากการทิ้งตลับหมึกได้อีกด้วย

การเติมน้ำหมึกโดยการถอดตลับหมึกออกจากเครื่องแล้วฉีดน้ำหมึกลงในตลับโดยตรงมีข้อแนะนำทุกยี่ห้อว่า ควรถอดปลั๊กไฟของเครื่องพิมพ์ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาทีก่อนจะถอดตลับออก ทั้งนี้เพราะเครื่องพิมพ์เกือบทุกยี่ห้อจะตรวจจับพฤติกรรมการถอดตลับของผู้ใช้ เมื่อตลับเดิมมีสถานะว่าหมึกใกล้หมด หรือหมึกหมดแล้ว และมีการถอดออกมาเติมน้ำหมึกแล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ เครื่องพิมพ์จะไม่ทราบว่าน้ำหมึกกลับมาเต็มแล้ว แต่จะระงับการใช้งานตลับนั้นเลย ซึ่งบางรุ่นพอจะมีวิธีแก้ปัญหาอยู่บ้างแต่ไม่สำเร็จเสมอไป (สามารถหาวิธีการได้ตามในเครือข่ายออนไลน์) นอกจากนี้การเติมน้ำหมึกบ่อยๆ อาจจะไม่สะดวกสำหรับการใช้งานพิมพ์ในปริมาณมากๆ ดังนั้นถ้าติดแท็งค์น้ำหมึกเพื่อให้น้ำหมึกเติมลงไปเองขณะที่พิมพ์ จะสามารถช่วยให้พิมพ์งานได้โดยไม่ต้องกังวลว่าน้ำหมึกจะหมดเมื่อไหร่ ทั้งนี้เรามองเห็นน้ำหมึกได้ และสามารถเติมได้โดยง่ายลงในแท็งค์โดยตรง

โครงสร้างธุรกิจและโอกาสทางการตลาดธุรกิจการพิมพ์


ศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจการพิมพ์ ในส่วนของธุรกิจสิ่งพิมพ์ โดยใช้ Diamond Model สรุปได้ว่า ด้านปัจจัยการผลิตได้เปรียบด้านวัตถุดิบ คือ กระดาษ ด้านอุตสาหกรรมสนับสนุนและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องของเครื่องจักรและวัสดุหมึกพิมพ์ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ในด้านการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมธุรกิจโรงพิมพ์ขนาดเล็กมีการแข่งขันสูง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เข้าง่ายและออกง่าย และธุรกิจโรงพิมพ์ขนาดใหญ่มีความได้เปรียบในด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ ทั้งนี้ ในส่วนของภาครัฐยังให้การสนับสนุนไม่เพียงพอ ในด้านโอกาสทางการตลาดในประเทศมีโอกาสเติบโตมาก สรุปได้คือ
-อัตราการบริโภคยังต่ำ มีแนวโน้มการบริโภคที่มากขึ้น เช่น นิตยสาร Pocket Book
-มีการผลักดันที่จะให้ประเทศไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
-การเปิดเสรี ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง
-มีการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เช่น การตั้งโรงงานกระดาษ Recycle
-รัฐมีนโยบายสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ในภูมิภาค

นอกจากนี้ ธุรกิจสิ่งพิมพ์ในประเทศไทยยังมีจุดแข็งในเรื่องของแรงงานที่ค่าจ้างยังไม่สูงมาก อีกทั้ง มีนิคมอุตสาหกรรมการพิมพ์เพื่อธุรกิจการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนิคมอุตสาหกรรมการพิมพ์แห่งแรกของโลก ชื่อ “นิคมอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์สินสาคร” ที่จะผลักดันให้เกิดอาณาจักรอุตสาหกรรมการพิมพ์ทั้งระบบ ตังอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 20 กิโลเมตร

ในส่วนของตลาดต่างประเทศ ประเทศไทยยังมีการส่งออกสิ่งพิมพ์น้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการในตลาดโลก ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 26,752.50 ล้าน US$ โดยประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออก 10,000 ล้านบาท หรือ ประมาณ 250 ล้าน US$ คิดเป็นประมาณ 1 % ของ World Demand เท่านั้น แสดงให้เห็นโอกาสในตลาดต่างประเทศยังมีสูงมาก นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศต่างๆ ทำให้ไทยมีโอกาสในการขยายตลาดในต่างประเทศสูงขึ้น ดังนั้น จากศักยภาพในการแข่งขัน จุดแข็งและโอกาสทั้งในและต่างประเทศ ธุรกิจการพิมพ์ สามารถที่จะผลักดันให้เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงและขยายไปยังต่างประเทศต่อไปได้ ทั้งนี้ คู่แข่งที่สำคัญของไทยในภูมิภาคได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ โดยอาจมีมาเลเซียสอดแทรกอยู่ ซึ่งสหพันธ์อุตสาหกรรมการพิมพ์ถือเป็น Benchmark ที่อุตสาหกรรมการพิมพ์ของไทยจะต้องแข่งขันให้ได้ โดยที่สิงคโปร์มีผู้ประกอบการ 500 ราย น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศไทย ซึ่งมี 3,500 ราย แต่มีมูลค่าการส่งออกสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ 600 ล้าน US$ หรือประมาณ 24,000 ล้านบาท ต่อปี มากกว่าประเทศไทยซึ่งมีมูลค่าการส่งออกสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ 10,000 ล้านบาท ประมาณ 1.5 เท่า ทั้งนี้ สิงคโปร์มี จุดแข็งในเรื่องของแรงงานที่มีทักษะและการศึกษาสูง การพิมพ์มีคุณภาพและมาตรฐานสูง สำนักพิมพ์ (Publisher) ต่างชาติใช้ฐานการผลิตสูง และการโทรคมนาคม การขนส่ง มีประสิทธิภาพ ราคาต่ำ ในขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งในเรื่องของความสามารถในการผลิตวัตถุดิบได้เอง โดยเฉพาะในเรื่องของกระดาษ และค่าจ้างแรงงานไทยยังต่ำมากเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ และที่สำคัญประเทศไทยกำลังจะมีนิคมอุตสาหกรรมการพิมพ์แห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาค

หมึกพิมพ์สำหรับนำมาใช้กับเครื่องพิมพ์ระบบดิจิตอล

 

หมึกพิมพ์สำหรับนำมาใช้กับเครื่องพิมพ์ระบบดิจิตอลนั้น จำเป็นต้องให้ความพิถีพิถันในการเตรียมเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะหมึกพิมพ์ต้องมีสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากหมึกพิมพ์สำหรับพิมพ์ซิลค์สกรีนทั่วไป เช่น สมบัติแรงตึงผิวของหมึกพิมพ์ และสมบัติการแห้งตัวของหมึกพิมพ์ต้องเหมาะสม สมบัติแรงตึงผิวของหมึกพิมพ์นั้นจะเป็นตัวควบคุมไม่ให้ละอองหมึกพิมพ์ยุบตัวหรือแตกเสียก่อน ก่อนที่จะพุ่งไปตกลงบนวัสดุพิมพ์ ส่วนสมบัติการแห้งตัวของหมึกพิมพ์ก็ต้องควบคุมให้มีความเหมาะสมด้วย ทั้งนี้เพราะถ้าหมึกพิมพ์แห้งตัวเร็วจนเกินไปก็อาจจะทำให้ปลายของท่อส่งหมึกนั้นเกิดการอุดตันเกิดขึ้น แต่ถ้าหมึกพิมพ์แห้งช้าจนเกินไปก็อาจจะทำให้ลายพิมพ์บนวัสดุพิมพ์นั้นไม่ชัดเจนเนื่องจากการแพร่ของหมึกพิมพ์ หมึกพิมพ์สำหรับเครื่อง Ink jet นั้น ส่วนใหญ่จะใช้สีรีแอคทีฟ และสีดิสเพิส แต่ปัจจุบันบริษัทพิมพ์สิ่งทอนิยมพิมพ์พิกเมนท์มากกว่า เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตถูกกว่าและการพัฒนาหมึกพิมพ์สำหรับเครื่องพิมพ์ Ink jet นั้น ก็ยังพบว่ามีอุปสรรคสำคัญ คือปัญหาการตกตะกอนของหมึกพิมพ์พิกเมนท์ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการอุดตันของท่อส่งหมึกเป็นประจำ ในปัจจุบันจึงยังไม่พบว่ามีการใช้หมึกพิมพ์พิกเมนท์อย่างแพร่หลาย

การพิมพ์ด้วยเทคโนโลยีระบบดิจิตอลนั้น หมึกพิมพ์จะถูกพ่นลงบนตำแหน่งเดียวกันบนวัสดุ
พิมพ์หลายๆ ครั้ง จนกว่าจะได้เฉดสีตามต้องการ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการพิมพ์ด้วยซิลค์สกรีนที่หมึกพิมพ์แต่ละเฉดสีจะถูกพิมพ์ลงบนวัสดุสิ่งพิมพ์เพียงครั้งเดียวและได้เฉดสีตามต้องการทันที ทำให้อัตราเร็วของการพิมพ์ซิลค์สกรีนยังได้เปรียบอยู่มาก จึงอาจจะสรุปได้ว่าการนำเทคโนโลยีการพิมพ์ระบบดิจิตอลมาใช้ในการพิมพ์สิ่งทอจึงอาจจะยังไม่มีข้อได้เปรียบมากนัก ยกเว้นในกรณีที่ออร์เดอร์ที่ได้รับนั้นต้องการส่งมอบทันที

เปรียบเทียบจุดเด่นระหว่างเทคโนโลยีระบบพ่นหมึกตามสั่งแบบต่อเนื่อง จุดเด่นของเทคโนโลยีทั้ง 2 แบบ คือเป็นเทคนิคการพิมพ์แบบไม่สัมผัส (Non-impact printing) จึงไม่ต้องการแม่พิมพ์ในการถ่ายโอนหมึกพิมพ์ลงบนวัสดุที่ต้องการพิมพ์และไม่ส่งเสียงรบกวนในขณะพิมพ์ และที่สำคัญขั้นตอนในการพิมพ์ก็ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน แต่ความเร็วในการพิมพ์ระหว่างระบบพ่นหมึกตามสั่งและระบบพ่นหมึกแบบต่อเนื่องต่างกัน โดยที่ระบบพ่นหมึกแบบต่อเนื่องสามารถพิมพ์ด้วยความเร็วสูงกว่า ด้วยความถี่ของละอองหมึกพิมพ์ที่พ่นออกมาสูงถึง 100 KHz ในขณะที่ระบบพ่นหมึกตามสั่งมีความถี่จำกัดอยู่ที่ 10 KHz นอกจากนี้โอกาสที่จะเกิดการอุดตันก็น้อยกว่าเพราะละอองหมึกพิมพ์จะถูกพ่นออกมาตลอดเวลา แต่ข้อได้เปรียบของเครื่องพิมพ์พ่นหมึกแบบตามสั่ง คือมีอุปกรณ์น้อยกว่า ทำให้ประกอบง่าย ราคาของเครื่องพิมพ์ประเภทนี้จึงต่ำกว่า

ศักยภาพของการพิมพ์ผ้าด้วยเทคโนโลยีระบบดิจิตอลในระดับอุตสาหกรรม การพิมพ์ระบบดิจิตอลในระดับ Production scale เป็นการลงทุนที่ต้องการงบลงทุนสูง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศอุตสาหกรรมที่ต้นทุนค่าแรงสูง เช่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น โรงงานพิมพ์ผ้าระบบดิจิตอลแห่งแรกของโลกก็อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน คือบริษัท Seiren บริษัทอ้างว่าสามารถผลิตผ้าพิมพ์ล็อตเล็กๆ ที่ตลาดสามารถรับราคาขายได้ กลยุทธ์การทำธุรกิจของบริษัท Seiren นอกจากลงทุนติดตั้งเครื่องพิมพ์ผ้าระบบดิจิตอลแล้ว ยังได้นำเทคโนโลยี CAD และ 3D มาใช้ในการออกแบบการผลิต รวมทั้งควบคุมคุณภาพด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และตัดผ้าด้วยเครื่องตัดผ้าอัตโนมัติ บริษัท Seiren ได้แสดงความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีติดตั้งระบบเครือข่ายระหว่าง Retail stores ผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป นักคอมพิวเตอร์ที่ดูแลด้านซอฟแวร์ออกแบบและบริษัท Seiren เอง โดยอาศัยเทคโนโลยีมาช่วยในการผลิตทำให้ Seiren สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ ทำให้ต้นทุนการพิมพ์ด้วยระบบดิจิตอลสามารถแข่งขันกับเครื่องพิมพ์ระบบโรตารีสกรีนได้ โดยเฉพาะออร์เดอร์ที่มีขนาดระหว่าง 300 เมตรต่อสีที่มีต้นทุนการผลิตเท่ากัน แต่ด้วยเทคโนโลยีทำให้ Seiren สามารถผลิตสินค้าที่มีต้นทุนรวมได้เปรียบกว่า

การทำธุรกรรมในโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม การติดต่อระหว่างกันนิยมใช้ระบบออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีการพิมพ์แบบดิจิตอลสามารถผสมผสานกลมกลืนเข้ากับเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดี แบบลายในปัจจุบันนิยมออกแบบโดยใช้คอมพิวเตอร์ ภาพคอมพิวเตอร์สามารถเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของ Dot format ซึ่งเป็นคำสั่งการทำงานของเครื่องพิมพ์ระบบดิจิตอล คำสั่งที่อยู่ในรูป Dot format สามารถส่งออนไลน์ไปยังโรงงานพิมพ์ผ้าโดยตรง จะเห็นว่าการพิมพ์ระบบดิจิตอลเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับระบบการพิมพ์แบบ Quick response เพื่อช่วยให้การจัดการผลิตได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตตามสั่ง สินค้าแฟชั่น ป้ายโฆษณา ประชาสัมพันธ์ต่างๆ และสินค้าหรูที่ผลิตในจำนวนจำกัด สินค้าในลักษณะนี้จำเป็นต้องการการส่งมอบรวดเร็วและมีคุณภาพสูง